911 คาร์เรร่า จีทีเอส และ 911 คาร์เรร่า ใหม่ (New 911 Carrera GTS and 911 Carrera)

By / 3 weeks ago / New cars / No Comments
911 คาร์เรร่า จีทีเอส และ 911 คาร์เรร่า ใหม่ (New 911 Carrera GTS and 911 Carrera)

เครื่องยนต์ ที-ไฮบริด (T-Hybrid) ที่มาพร้อมกับสมรรถนะที่เหนือกว่า

ปอร์เช่ (Porsche) ยกระดับรถสปอร์ต 911 อันเป็นเอกลักษณ์ ด้วย 911 คาร์เรร่า จีทีเอส ใหม่ (911 Carrera GTS) ซึ่งเป็นรถ 911 รุ่นแรกที่มาพร้อมกับระบบไฮบริดสมรรถนะสูงน้ำหนักเบาสุดพิเศษ ถูกออกแบบมาสำหรับใช้งานบนถนนทั่วไป พร้อมระบบส่งกำลังที่พัฒนาขึ้นใหม่ ที่มีขุมพลัง 3.6 ลิตร มอบประสิทธิภาพการขับขี่ที่เหนือกว่าอย่างเห็นได้ชัด โดย 911 คาร์เรร่า จีทีเอส คูเป้  (911 Carrera GTS Coupé) สามารถเร่งความเร็วจาก 0 ถึง 100 กม./ชม. ในเวลาเพียง 3.0 วินาที และทำความเร็วสูงสุดได้ถึง 312 กม./ชม. นอกจากนี้ ยังมีรุ่น 911 คาร์เรร่า (911 Carrera) ใหม่ ที่จะวางจำหน่ายในช่วงเวลาเดียวกัน โดยมาพร้อมกับเครื่องยนต์ 6 สูบแนวนอน เทอร์โบคู่ 3.0 ลิตร ที่ได้รับการปรับปรุงให้ทรงพลังกว่ารุ่นก่อน สำหรับ 911 รุ่นใหม่นี้ยังมาพร้อมกับการออกแบบที่ปรับโฉมใหม่ ระบบอากาศพลศาสตร์ที่ดีขึ้น การปรับเปลี่ยนห้องโดยสารภายใน อุปกรณ์มาตรฐานที่ได้รับการอัพเกรด และการเชื่อมต่อที่ขยายวงกว้างมากขึ้น

ปอร์เช่ (Porsche) ได้ทำการเปิดตัวรถยนต์รุ่นที่มีความโดดเด่นถึง 4 รุ่นจากทั้งหมด 6 รุ่น ภายในเวลาเพียงไม่กี่เดือน ไม่ว่าจะเป็น พานาเมร่า (Panamera) ไทคานน์ (Taycan) มาคันน์ (Macan) และ 911 โอลิเวอร์ บลูเม (Oliver Blume) ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) กล่าวว่า “กลุ่มผลิตภัณฑ์รถยนต์ของเรามีความทันสมัยกว่าที่เคยและน่าดึงดูดใจเป็นอย่างมาก สิ่งเหล่านี้คือการมอบทางเลือกในการสัมผัสประสบการณ์ความพิเศษที่มากขึ้นให้กับลูกค้าของเรา”

แรงบันดาลใจจากมอเตอร์สปอร์ต: ระบบไฮบริดประสิทธิภาพสูงสุดล้ำ

แฟรงค์ โมเซอร์ (Frank Moser) รองประธานควบคุมดูแลกลุ่มผลิตภัณฑ์รถยนต์รุ่น 911 และ 718 กล่าว “วิศวกรของปอร์เช่ได้นำความรู้จากการแข่งมอเตอร์สปอร์ต มาเป็นพื้นฐานในการออกแบบระบบไฮบริดของ 911 คาร์เรร่า จีทีเอส (911 Carrera GTS) ใหม่ เราพัฒนาและทดสอบแนวคิดและวิธีการต่างๆ มากมาย เพื่อให้ได้ระบบไฮบริดที่เหมาะสมกับ 911 อย่างลงตัว ผลลัพธ์ที่ได้คือ การขับขี่ที่ไม่เหมือนใคร เข้ากันได้กับแนวคิดโดยรวมของ 911 และช่วยยกระดับสมรรถนะได้อย่างเหนือชั้น”

ระบบ T-Hybrid ที่มีน้ำหนักเบาและทรงพลัง มาพร้อมกับเทอร์โบชาร์จเจอร์ไฟฟ้าที่ได้รับการพัฒนา มีมอเตอร์ไฟฟ้าในตัวซึ่งอยู่ระหว่าง Compressor และ Turbine Wheel  ของระบบเทอร์โบชาร์จเจอร์ ซึ่งช่วยเร่งความเร็วรอบของเทอร์โบชาร์จเจอร์ได้ทันที ส่งผลให้ระบบเทอร์โบชาร์จเจอร์ตอบสนองได้อย่างรวดเร็วมากขึ้น นอกจากนี้ มอเตอร์ไฟฟ้าในเทอร์โบชาร์จเจอร์ ยังทำหน้าที่เป็นเครื่องกำเนิดพลังงานไฟฟ้า ที่ผลิตพลังงานไฟฟ้าได้สูงสุดถึง 11 กิโลวัตต์ (15 แรงม้า) พลังงานนี้มาจากการดึงเอาไอเสียจากการเผาไหม้        ในส่วนของระบบการทำงานของเทอร์โบชาร์จเจอร์ไฟฟ้าของรุ่นปัจจุบัน ที่มีเพียง 1 ลูก มีศักยภาพทดแทนการทำงานของเทอร์โบชาร์จเจอร์ถึง 2 ลูก ของรุ่นก่อนหน้านี้ ส่งผลให้การส่งกำลังมีความคล่องตัวและตอบสนองได้ดีขึ้น

ชุดระบบส่งกำลังยังรวมไปถึงมอเตอร์ซิงโครนัสแม่เหล็กถาวรที่ติดตั้งในเกียร์คลัตช์คู่ (PDK) 8 สปีดใหม่ที่ทรงพลังยิ่งขึ้น แม้จะอยู่ที่ความเร็วรอบที่ต่ำ มอเตอร์นี้ยังช่วยเสริมกำลังและแรงบิดให้กับเครื่องยนต์บ็อกเซอร์สูงสุด 150 นิวตันเมตร และสามารถเพิ่มกำลังได้สูงสุด 40 กิโลวัตต์ โดยปอร์เช่ (Porsche) เชื่อมต่อมอเตอร์ไฟฟ้าทั้ง 2 ตัวมาต่อเข้ากับแบตเตอรี่ไฟฟ้าแรงสูง ที่มีขนาดกะทัดรัดและน้ำหนักเบา ซึ่งมีขนาดและน้ำหนักใกล้เคียงกับแบตเตอรี่สตาร์ทเตอร์ขนาด 12 โวลต์ทั่วไป แต่สามารถเก็บพลังงานได้สูงสุด 1.9 กิโลวัตต์ชั่วโมง และทำงานที่แรงดันไฟฟ้า 400 โวลต์ นอกจากนี้ยังได้มีการติดตั้งแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนน้ำหนักเบาสำหรับระบบไฟฟ้า 12 โวลต์ภายในรถอีกด้วย

หัวใจสำคัญของระบบขับเคลื่อน T-Hybrid คือ เครื่องยนต์บ็อกเซอร์ 3.6 ลิตร ที่พัฒนาขึ้นใหม่ ระบบไฟฟ้าแรงสูงนี้ช่วยให้คอมเพรสเซอร์เครื่องปรับอากาศทำงานด้วยตัวเองโดยใช้ระบบไฟฟ้า ส่งผลให้ไม่จำเป็นต้องใช้ระบบสายพาน ทำให้เครื่องยนต์มีขนาดกะทัดรัด การปรับเปลี่ยนนี้ทำให้เหลือพื้นที่สำหรับชุด Pulse Inverter และ อุปกรณ์ที่ใช้แปลงแรงดันไฟฟ้าในรูปแบบกระแสตรง (DC-DC converter) นอกจากนี้เครื่องยนต์ยังถูกออกแบบให้มีกระบอกสูบที่ขนาดใหญ่ขึ้นเป็น 97 มิลลิเมตร และช่วงชักที่เพิ่มขึ้นเป็น 81 มิลลิเมตร ส่งผลให้ปริมาตรกระบอกสูบเพิ่มขึ้น 0.6 ลิตร เมื่อเทียบกับรุ่นก่อนหน้า เครื่องยนต์มีระบบควบคุมเพลาลูกเบี้ยว (VarioCam) ที่จะรักษาอัตราส่วนส่วนผสมที่เหมาะสมของเชื้อเพลิงและอากาศ

แม้ในช่วงที่ไม่ได้รับแรงช่วยเหลือจากระบบไฟฟ้า เครื่องยนต์บ็อกเซอร์ยังคงสามารถให้พละกำลังถึง 357 กิโลวัตต์ (485 แรงม้า) และแรงบิด 570 นิวตันเมตร พละกำลังรวมของทั้ง 2 ระบบอยู่ที่ 398 กิโลวัตต์ (541 แรงม้า) และแรงบิด 610 นิวตันเมตร ซึ่งมีพละกำลังที่เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับรุ่นก่อนคือ 45 กิโลวัตต์ (61 แรงม้า) 911 คาร์เรรา จีทีเอส (911 Carrera GTS) ใหม่นี้ ทำความเร็วช่วงจาก 0 – 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงได้สั้นกว่ารุ่นก่อนหน้า ระบบไฮบริดสมรรถนะสูงนี้จะช่วยมอบการขับขี่ที่ทรงพลังคล่องตัว ในขณะเดียวกันก็ช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ รถคันนี้มีน้ำหนักที่เพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับรถยนต์ไฮบริดแบบปลั๊กอิน ซึ่งเพิ่มขึ้นเพียง 50 กิโลกรัมเท่านั้น เมื่อเทียบกับรุ่นก่อน

สำหรับ 911 คาร์เรร่า (911 Carrera) ยังคงมาพร้อมกับเครื่องยนต์บ็อกเซอร์ 3.0 ลิตร เทอร์โบคู่ เครื่องยนต์นี้ได้รับการปรับปรุงใหม่ทั้งหมดเช่นกัน โดยได้นำเอาอินเตอร์คูลเลอร์จากรุ่น Turbo มาใช้ ซึ่งตอนนี้ติดตั้งอยู่ใต้ฝากระโปรงหลังเหนือเครื่องยนต์พอดี เทอร์โบชาร์จเจอร์ใน 911 คาร์เรร่า (911 Carrera) รุ่นใหม่นี้ เคยถูกใช้ในรุ่น GTS ในโมเดลก่อนหน้า การปรับเปลี่ยนเหล่านี้ ทำให้ปอร์เช่ (Porsche) สามารถลดการปล่อยไอเสียและเพิ่มพละกำลังเป็น 290 กิโลวัตต์ (394 แรงม้า) พร้อมแรงบิดสูงสุด 450 นิวตันเมตร ในส่วนของ 911 คาร์เรร่า คูเป้ (911 Carrera Coupe) รุ่นใหม่ใช้เวลาเพียง 4.1 วินาที ในการเร่งจาก 0 ถึง 100 กม./ชม. (3.9 วินาที สำหรับรุ่นที่มีแพ็คเกจ Sport Chrono) และมีความเร็วสูงสุดที่ 294 กม./ชม. เมื่อเปรียบเทียบกับรุ่นก่อน ถือว่าเร็วขึ้น 0.1 วินาที และ มีความเร็วสูงสุดเพิ่มขึ้น 1 กม./ชม.

ระบบกันสะเทือนที่ปรับแต่งใหม่และระบบแอกทีฟแอโรไดนามิกส์
ระบบกันสะเทือนของ 911 คาร์เรร่า จีทีเอส (911 Carrera GTS) ได้รับการปรับปรุงใหม่ทั้งหมดเช่นกัน เป็นครั้งแรกที่มาพร้อมกับระบบบังคับเลี้ยวล้อหลังที่ติดตั้งมาเป็นอุปกรณ์มาตรฐาน ที่จะช่วยเพิ่มเสถียรภาพในขณะที่ใช้ความเร็วสูงและลดรัศมีวงเลี้ยว ปอร์เช่ได้รวมระบบควบคุมช่วงล่าง Porsche Dynamic Chassis Control (PDCC) เข้ากับระบบไฟฟ้าแรงสูงของสมรรถนะไฮบริด ซึ่งช่วยให้สามารถใช้ระบบควบคุมไฟฟ้า-ไฮดรอลิกได้ (electro-hydraulic) ซึ่งทำให้ระบบมีความยืดหยุ่นและแม่นยำยิ่งขึ้น ในส่วนของระบบกันสะเทือนแบบสปอร์ตพร้อมระบบปรับความยืดหยุ่นของโช้คอัพ (PASM) และการลดความสูงห้องโดยสารลง 10 มิลลิเมตร ส่งผลให้การควบคุม GTS มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว

ล้อแม็กซ์มีให้เลือกทั้งหมด 7 แบบ ขนาด 19/20 นิ้ว หรือ 20/21 นิ้ว สำหรับ 911 รุ่นใหม่ เป็นครั้งแรกที่รุ่น 911 คาร์เรร่า (911 Carrera)  มีล้อดีไซน์พิเศษ ที่เป็นก้านล้อคาร์บอน ช่วยในการลดค่าสัมประสิทธิ์แรงเสียดทาน และเพิ่มประสิทธิภาพให้แก่รถคันนี้ สำหรับ 911 คาร์เรร่า จีทีเอส (911 Carrera GTS) จะมาพร้อมกับล้อแม็กซ์ขนาด 21 นิ้ว หน้ากว้าง 11.5 นิ้ว และยางหลังขนาด 315/30 ZR 21 เป็นอุปกรณ์มาตรฐาน ส่วนยางหน้าขนาด 245/35 ZR 20 บนล้อขนาด 8.5 นิ้ว กว้าง 20 นิ้ว เพื่อให้รองรับกับสมรรถนะที่มีการปรับเปลี่ยนเพิ่มขึ้นอย่างมาก ซึ่งหน้ายางที่กว้างขึ้นของล้อหลัง จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการขับขี่และการยึดเกาะถนนให้กับ 911 Carrera GTS รุ่นใหม่

ภายนอกโฉบเฉี่ยว สปอร์ตเร้าใจ

ปอร์เช่ (Porsche)  ปรับดีไซน์ภายนอกของ 911 ให้โฉบเฉี่ยวยิ่งขึ้น ด้วยการปรับแต่งที่เน้นการเพิ่มประสิทธิภาพทางอากาศพลศาสตร์และสมรรถนะของรถสปอร์ต ทั้งการปรับเปลี่ยนกันชนหน้าใหม่ที่ออกแบบเฉพาะรุ่น นับเป็นครั้งแรกที่ปอร์เช่ (Porsche) ได้รวมฟังก์ชั่นระบบไฟหน้าทั้งหมดเข้ากับไฟหน้าเมทริกซ์ LED มาเป็นอุปกรณ์มาตรฐานของปอร์เช่ 911  พร้อมด้วยกราฟิก 4 จุดอันเป็นเอกลักษณ์ การออกแบบนี้ช่วยให้สามารถตัดระบบไฟหน้ารถออกไป และเพิ่มพื้นที่สำหรับช่องระบายความร้อนขนาดใหญ่ที่ด้านหน้ารถแทนได้

สำหรับ 911 คาร์เรร่า จีทีเอส (911 Carrera GTS) ด้านหน้ารถจะมีช่องระบายความร้อนแบบแอคทีฟที่จัดวางในแนวตั้ง 5 ช่อง ซึ่งมองเห็นได้จากภายนอก และมีช่องลมที่ซ่อนอยู่ในแต่ละด้าน นับเป็นครั้งแรกใน  ปอร์เช่ 911 (Porsche 911) ที่มีการติดตั้งระบบดิฟฟิวเซอร์ด้านหน้าแบบปรับอากาศได้ที่ใต้ท้องรถ ซึ่งทำงานร่วมกับช่องระบายความร้อน ช่องระบายอากาศเหล่านี้จะควบคุมการไหลเวียนของอากาศตามต้องการ เมื่อต้องการกำลังน้อย ช่องระบายอากาศที่ปิดจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพทางอากาศพลศาสตร์ เมื่อต้องการกำลังเครื่องยนต์สูง ตัวอย่างเช่น ในสนามแข่ง ช่องระบายอากาศจะช่วยส่งลมจำนวนมากไปยังหม้อน้ำของรถ ส่วนเซ็นเซอร์สำหรับระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ จะถูกติดตั้งอยู่ใต้ป้ายทะเบียน

นอกจากนี้ ปอร์เช่ (Porsche) ยังนำเสนอออฟชั่นไฟหน้าแบบใหม่ พร้อมฟังก์ชั่น HD matrix LED ซึ่งมีหลอดไฟมากกว่า 32,000 จุด เมื่อใช้ไฟสูงสามารถส่องสว่างไปบนถนนได้ไกลกว่า 600 เมตร นอกจากนี้ยังมีฟังก์ชั่นเสริมสุดล้ำอย่าง ไฟโค้งตามการหักเลี้ยว ที่ขึ้นอยู่กับโหมดการขับขี่, ไฟส่องสว่างช่องทางเดินรถ, ไฟส่องสว่างบริเวณถนนที่กำลังก่อสร้างและช่องทางคอขวด รวมถึงระบบไฟสูงที่แม่นยำและมีความละเอียดถึงระดับพิกเซล

ด้านท้ายของ 911 โดดเด่นด้วย แถบไฟท้ายดีไซน์ใหม่พร้อมส่วนโค้งและโลโก้ “PORSCHE” ซึ่งช่วยให้ด้านท้ายของรถดูลึกและกว้างขึ้น กระจังหลังดีไซน์ใหม่พร้อมครีบฝั่งละ 5 แผ่น เชื่อมต่อกับกระจกหลังสปอยเลอร์แบบพับเก็บได้ ป้ายทะเบียนอยู่ในตำแหน่งที่สูงขึ้น พร้อมกันชนหลังดีไซน์โฉบเฉี่ยว ระบบท่อไอเสียเฉพาะรุ่นถูกจัดวางอย่างสวยงามผสานเข้ากับครีบดิฟฟิวเซอร์อันโดดเด่น รุ่น 911 คาร์เรร่า (911 Carrera) จะมีระบบไอเสียแบบสปอร์ตเป็นอุปกรณ์เสริม ส่วนรุ่น 911 Carrera GTS จะมีระบบท่อไอเสีย GTS แบบสปอร์ตเป็นอุปกรณ์มาตรฐาน

อุปกรณ์เสริมแอโรคิท เพื่อเสริมสมรรถนะของ 911 คูเป้ จะประกอบไปด้วย กันชนหน้า SportDesign ที่โดดเด่นพร้อมสปอยเลอร์หน้าที่ไม่เหมือนใคร แผงข้างตัวรถที่เข้าชุดกัน และสปอยเลอร์หลังแบบติดตายน้ำหนักเบา ชิ้นส่วนเหล่านี้ช่วยลดแรงยกและเพิ่มแรงยึดเกาะของรถสปอร์ตให้ดียิ่งขึ้น

ห้องโดยสารแบบดิจิทัลเต็มรูปแบบ และระบบเชื่อมต่อสุดล้ำ

สำหรับตัวถังคูเป้ (coupé) ปอร์เช่ (Porsche) ได้ทำการออกแบบภายใน 911 ใหม่ ให้เป็นแบบ 2 ที่นั่งเป็นอุปกรณ์มาตรฐาน แต่ยังสามารถเลือกที่นั่งแบบ 2+2 ได้โดยไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม ภายในห้องโดยสาร ปอร์เช่ (Porsche)  ผสมผสาน DNA การออกแบบอันเป็นเอกลักษณ์ของ 911 เข้ากับเทคโนโลยีสมัยใหม่ แนวคิด Porsche Driver Experience มุ่งเน้นไปที่ประสบการณ์ของคนขับ การทำงานที่รวดเร็วและใช้งานง่าย ปุ่มควบคุมที่สำคัญได้รับการจัดเรียงไว้โดยตรงบนหรือรอบๆ พวงมาลัย ซึ่งรวมถึงสวิตช์เลือกโหมดการขับขี่ และคันโยกควบคุมการช่วยเหลือผู้ขับขี่ที่ได้รับการปรับปรุงใหม่ และเป็นครั้งแรกใน 911 ที่มีปุ่มสตาร์ททางด้านขวาของพวงมาลัย ภายในช่องเก็บของคอนโซลกลางของ 911 รุ่นใหม่ ยังมีฟังก์ชั่นการชาร์จแบบไร้สาย พร้อมช่องแอร์ระบายความร้อนสำหรับสมาร์ทโฟน

นับเป็นครั้งแรกที่ 911 มาพร้อมกับแผงหน้าปัดดิจิทัลเต็มรูปแบบ หน้าจอโค้งขนาด 12.6 นิ้ว ถูกออกแบบมาได้อย่างลงตัว ทั้งยังสามารถปรับแต่งได้ โดยมีหน้าจอให้เลือกถึง 7 แบบ รวมถึงหน้าจอ Classic แบบพิเศษที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากมาตรวัด 5 ช่องทรงกลมอันเป็นเอกลักษณ์ของปอร์เช่ (Porsche) พร้อมมาตรวัดความเร็วตรงกลาง

ระบบ Porsche Communication Management (PCM) ยังคงทำงานผ่านจอแสดงผลส่วนกลางที่มีความละเอียดสูงด้วยขนาดหน้าจอ 10.9 นิ้ว ความสามารถในการปรับแต่งโหมดการขับขี่และการทำงานของระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ได้รับการปรับปรุงอย่างมาก โดย 911 รุ่นที่ได้รับการปรับปรุงนี้จะมีฟีเจอร์การเชื่อมต่อใหม่ๆ อย่าง รหัส QR ช่วยให้การเข้าสู่ระบบ PCM ด้วยรหัส Porsche ID ง่ายขึ้นกว่าเดิม รวมถึง Apple CarPlay® ผสานรวมเข้ากับรถยนต์ได้อย่างล้ำลึกยิ่งขึ้น เมื่อต้องการใช้งาน ระบบจะแสดงข้อมูลบนแผงหน้าปัดและเปิดใช้งานฟังก์ชันต่างๆ ของรถยนต์ได้โดยตรง เชื่อมต่อกับระบบของ Apple® เช่น ผ่านทางระบบสั่งงานด้วยเสียงของ Siri® และเป็นครั้งแรกที่สามารถเลือกรับชมวิดีโอสตรีมมิ่งขณะจอดรถได้ ยิ่งกว่านั้น ยังสามารถใช้แอปพลิเคชัน เช่น Spotify® และ Apple Music® บนจอ PCM ได้โดยไม่ต้องเชื่อมต่อสมาร์ทโฟน

พร้อมให้สั่งซื้อได้แล้วในราคาตั้งแต่ 11.9 ล้านบาท

911 Carrera รุ่นใหม่ สามารถสั่งซื้อได้แล้วในรูปแบบตัวถัง Coupé และ Cabriolet พร้อมระบบขับเคลื่อนล้อหลัง รวมถึงรุ่น 911 Carrera GTS มีระบบขับเคลื่อนสี่ล้อและตัวถังแบบ Targa ที่มีเฉพาะระบบขับเคลื่อนสี่ล้อเท่านั้น ทั้ง 2 รุ่นนี้จะมาพร้อมการติดตั้งระบบ Porsche Doppelkupplung (PDK) เป็นอุปกรณ์มาตรฐาน ปอร์เช่ (Porsche) นำเสนอ 911 คาร์เรร่า ใหม่ รุ่นคูเป้ (The new 911 Carrera Coupé) ในราคาเริ่มต้นที่ 11.9 ล้านบาท รวมภาษีมูลค่าเพิ่มและอุปกรณ์เฉพาะประเทศ ในส่วนของ 911 Carrera GTS Coupé ราคาจะเริ่มต้นที่ 17.4 ล้านบาท และราคาชุดแต่งแอโรคิทเสริมสำหรับ 911 คาร์เรร่า จีทีเอส (911 Carrera GTS) อยู่ที่ 300,000 บาท รวมภาษีมูลค่าเพิ่มและอุปกรณ์เฉพาะประเทศ สนใจสั่งซื้อ หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่โชว์รูมและศูนย์บริการทั้ง 4 แห่ง