ทีมมิตซูบิชิ แรลลี่อาร์ต ผงาดคว้าแชมป์สมัยที่ 2 ติดต่อกัน

By / 5 hours ago / Motorsport / No Comments
ทีมมิตซูบิชิ แรลลี่อาร์ต ผงาดคว้าแชมป์สมัยที่ 2 ติดต่อกัน

ในศึกการแข่งขัน เอเชีย ครอสคันทรี แรลลี่ 2026

มิตซูบิชิ มอเตอร์ส คอร์ปอเรชั่น (มิตซูบิชิ มอเตอร์ส) ประกาศชัยชนะ
ครั้งยิ่งใหญ่ ของทีมมิตซูบิชิ แรลลี่อาร์ต ภายใต้การสนับสนุนด้านเทคนิคจากมิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศญี่ปุ่น) หลังคว้าแชมป์ประเภทโอเวอร์ออลในการแข่งขันเอเชีย ครอสคันทรี แรลลี่ 2026 หรือ เอเอ็กซ์ซีอาร์ 2026 ซึ่งจัดขึ้นในประเทศไทยเมื่อวันที่ 9-15 สิงหาคมที่ผ่านมา ด้วยรถกระบะไทรทัน1 จำนวน 3 คัน (รุ่น T1 หรือรถยนต์
ครอสคันทรีประเภทดัดแปลง) โดยความสำเร็จครั้งนี้ยังถือเป็นการรักษาแชมป์ประเภทโอเวอร์ออลได้เป็นสมัยที่ 2 ติดต่อกัน พร้อมจารึกประวัติศาสตร์หน้าใหม่ เมื่อคู่หูนักแข่งและผู้นำทางสัญชาติญี่ปุ่นขึ้นครองตำแหน่งสูงสุด
ในประเภทโอเวอร์ออลได้เป็นครั้งแรก

การแข่งขันครั้งนี้มีระยะทางรวมทั้งหมด 2,145.19 กิโลเมตร โดยมีระยะทางช่วงสเปเชียลสเตจ (SS)2 อยู่ที่ 921.80 กิโลเมตร ซึ่ง คัตสึฮิโกะ ทากูชิ คว้าชัยชนะประเภทโอเวอร์ออลด้วยเวลารวม 12 ชั่วโมง 58 นาที 20 วินาที ในขณะที่ คาสุโตะ โคอิเดะ จบการแข่งขันในอันดับที่ 27 ตามด้วย ชยพล โยธา ในอันดับที่ 36 ของประเภทโอเวอร์ออล

การแข่งขัน เอเอ็กซ์ซีอาร์ ซึ่งจัดขึ้นเป็นครั้งที่ 31 ในปีนี้ เป็นแรลลี่ครอสคันทรีระดับตำนานของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยประเทศไทยเป็นสนามหลักและเป็นสถานที่จัดการแข่งขันเพียงแห่งเดียวในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ด้วยเส้นทางป่าทึบ และพื้นที่เกษตรกรรมที่มีสภาพภูมิประเทศคล้ายคลึงกันจนอาจทำให้หลงทางได้ง่าย ไปจนถึงเส้นทางที่เต็มไปด้วยก้อนหินขนาดใหญ่ จุดข้ามลำน้ำที่ยากต่อการประเมินแนวทางการขับขี่ ตลอดจนร่องโคลนที่ลึกและลื่น ประกอบกับสภาพอากาศร้อนชื้น ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นความท้าทายอันหฤโหดสำหรับทั้งนักแข่ง ทีมงาน และ
ตัวรถ ที่ทีมมิตซูบิชิ แรลลี่อาร์ต สามารถฝ่าฟันจนคว้าแชมป์ประเภทโอเวอร์ออลมาครองได้ ท่ามกลางคู่แข่งมากฝีมือในศึกแรลลี่ที่ความสำเร็จต้องอาศัยทั้งทักษะด้านการขับขี่ ความเชี่ยวชาญในการนำทาง และการทำงานร่วมกันเป็นทีม แม้ปัจจัยเรื่องโชคจะมีส่วนชี้ชะตาในการแข่งขันด้วยก็ตาม

การแข่งขัน เอเอ็กซ์ซีอาร์ 2026 เปิดฉากขึ้นด้วยพิธีเปิดการแข่งขันอย่างเป็นทางการ ณ Walking Street เมืองพัทยา
เมืองท่องเที่ยวชายทะเลทางฝั่งตะวันออกของประเทศไทย ก่อนที่สเปเชียลสเตจแรกจะเริ่มต้นขึ้นในวันที่ 10 สิงหาคม โดย Leg 1 มุ่งหน้าขึ้นเหนือจากเมืองพัทยาสู่จังหวัดปราจีนบุรี ผ่านสวนยูคาลิปตัสและสวนยางพารา ซึ่งฝนที่ตกลงมาอย่างหนักทำให้เกิดน้ำท่วมขังสูงในหลายจุดจนมีสภาพราวกับแม่น้ำ นับเป็นหนึ่งในความท้าทายอันเป็นเอกลักษณ์ของการแข่งขัน

การแข่งขัน Leg 2 เคลื่อนขบวนไปทางทิศตะวันตกจากปราจีนบุรีไปยังนครสวรรค์ โดยระยะทางของสเปเชียล
สเตจถูกปรับทอนลงมาอย่างมากจาก 145.67 กิโลเมตร เหลือเพียง 67.32 กิโลเมตร เนื่องจากมีการกำหนดให้ใช้พื้นที่ฝึกซ้อมทางทหารบนเส้นทางการแข่งขัน อย่างไรก็ตาม สเตจนี้ยังคงเต็มไปด้วยความท้าทายในช่วงทางขึ้นเขาที่ขับเคี่ยวได้ยาก ขณะที่ Leg 3 เป็นเส้นทางแบบวนรอบจากนครสวรรค์ผ่านพื้นที่เพาะปลูกทางภาคเหนือก่อนวกกลับเข้าสู่ตัวเมืองอีกครั้ง ผ่านทุ่งนาและคลองชลประทานรายล้อมตลอดทาง รวมถึงถนนในท้องไร่และลำน้ำที่ดูคล้ายคลึงกันเป็นจำนวนมาก ทำให้ Leg นี้กลายเป็นบททดสอบทักษะการนำทางของผู้แข่งขันอย่างหนักหน่วง

Leg 4 มุ่งหน้าขึ้นเหนือต่อจากนครสวรรค์สู่กำแพงเพชรบนเส้นทางพาดผ่านผืนป่าและชุมชนชนบท ก่อนเข้าสู่ถนน
ในไร่ที่คดเคี้ยวผ่านไร่มันสำปะหลังและไร่อ้อย พร้อมช่วงทำความเร็วสูงหลายจุด จากนั้นใน Leg 5 บรรดานักแข่ง
ได้เดินทางสู่พิษณุโลกซึ่งโดดเด่นด้วยทัศนียภาพธรรมชาติอันกว้างใหญ่ โดยครึ่งแรกของสเตจเป็นเส้นทางป่าที่แคบและวกวนรอบอ่างเก็บน้ำ ขณะที่ครึ่งหลังเป็นทางลูกรังทอดยาวเลียบแนวลำน้ำ

สำหรับ Leg 6 ซึ่งเป็นวันสุดท้ายของการแข่งขัน มีระยะทางสเปเชียลสเตจเพียง 58.62 กิโลเมตร ทำให้ Leg 5 กลายเป็นช่วงชี้ขาดที่สำคัญของการคว้าตำแหน่งชนะเลิศในประเภทโอเวอร์ออล โดยสเตจสุดท้ายยังคงแข่งขัน
ในพิษณุโลกบนเส้นทางตัดผ่านภูมิประเทศแบบภูเขาก่อนมุ่งหน้ากลับเข้าสู่ตัวเมืองเพื่อเข้าเส้นชัย ด้วยระดับความสูงที่มากกว่าสเตจอื่น ๆ ประกอบกับเส้นทางที่เต็มไปด้วยหลุมและร่องลึกจำนวนมาก ซึ่งอาจทำให้รถพลิกคว่ำได้แม้ในช่วงสั้น ๆ จึงเป็นสเตจที่นักแข่งไม่สามารถประมาทได้จนกว่าจะผ่านเส้นชัยในช่วงสุดท้าย

ไฮไลต์ผลงานของทีมมิตซูบิชิ แรลลี่อาร์ต

คัตสึฮิโกะ ทากูชิ ออกสตาร์ตได้อย่างยอดเยี่ยมใน Leg 1 ด้วยการรักษาเวลาที่เสียไปให้น้อยที่สุด แม้คู่แข่ง
หลายรายที่ออกตัวไปก่อนในช่วงแรกจะหลุดออกนอกเส้นทาง พร้อมรีดสมรรถนะการขับขี่แบบครอสคันทรี
อันโดดเด่นของรถกระบะไทรทัน ในการรับมือกับทางน้ำและแอ่งน้ำขนาดใหญ่ที่เกิดจากฝนตกหนัก โดย คัตสึฮิโกะ ทากูชิ จบการแข่งขันสเตจแรกในอันดับที่ 3 ของตารางคะแนนรวม ก่อนทำเวลาสเปเชียลสเตจได้เร็วที่สุดใน Leg 3 และขยับขึ้นเป็นผู้นำประเภทโอเวอร์ออล แม้ในขณะนั้นจะมีเวลานำอันดับที่ 2 เพียง 8 วินาที แต่ คัตสึฮิโกะ ทากูชิ และ ทาคาฮิโระ ยาสุอิ ยังคงรักษาความได้เปรียบและค่อย ๆ ขยายช่องว่างจากคู่แข่งด้วยการขับขี่อย่างมีวินัย
บนเส้นทางที่ความผิดพลาดเพียงครั้งเดียวอาจหมายถึงการสูญเสียตำแหน่งผู้นำ

เมื่อจบ Leg 5 ซึ่งเป็นสเตจที่มีระยะทางยาวที่สุดของการแข่งขัน ทั้งคู่สามารถทิ้งห่างคู่แข่งได้มากกว่า 5 นาที
โดยในวันสุดท้าย ทั้งสองเลือกใช้กลยุทธ์การขับขี่อย่างรัดกุม หลีกเลี่ยงความเสี่ยงที่ไม่จำเป็น และนำรถเข้าเส้นชัยได้อย่างปลอดภัย ด้วยการบริหารช่องว่างจากคู่แข่งอย่างรอบคอบ ทำให้ คัตสึฮิโกะ ทากูชิ และ ทาคาฮิโระ ยาสุอิ สามารถคว้าแชมป์ประเภทโอเวอร์ออลของการแข่งขัน เอเอ็กซ์ซีอาร์ เป็นครั้งแรก ด้วยเวลาที่เร็วกว่าอันดับที่ 2 ถึง
2 นาที 25 วินาที พร้อมพาทีมมิตซูบิชิ แรลลี่อาร์ต คว้าแชมป์การแข่งขัน เอเอ็กซ์ซีอาร์ เป็นสมัยที่ 2 ติดต่อกัน

ด้าน คาสุโตะ โคอิเดะ นักแข่งซึ่งเป็นผู้ทดสอบรถยนต์ของมิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศญี่ปุ่น) และลงแข่ง
เอเอ็กซ์ซีอาร์ เป็นครั้งที่ 3 ต้องเผชิญอุปสรรคตั้งแต่ออกสตาร์ต เมื่อรถติดหล่มในคูข้างทางระหว่าง Leg 1 ส่งผลให้โดนลงโทษจากการทำเวลาเกินกำหนด อย่างไรก็ตาม คาสุโตะ โคอิเดะ สามารถกลับมาทำผลงานได้เป็นอย่างดี
ในสเตจที่เหลือ พร้อมทำหน้าที่สนับสนุนทั้ง คัตสึฮิโกะ ทากูชิ และ ชยพล โยธา ควบคู่ไปกับการพัฒนาความเร็ว
ของตัวเองอย่างต่อเนื่อง โดย คาสุโตะ โคอิเดะ ทำเวลาได้เป็นอันดับ 8 ในสเปเชียลสเตจที่ 5 และลงแข่งครบทุกสเปเชียลสเตจ ก่อนจบการแข่งขันด้วยอันดับที่ 27 ในประเภทโอเวอร์ออล

ส่วนแชมป์เก่าอย่าง ชยพล โยธา ต้องพบกับปัญหายางรั่วในช่วงเส้นทางหินของ Leg 2 ทำให้เสียเวลาไปกับ
การเปลี่ยนยาง ก่อนเร่งทำอันดับกลับคืนมาและขยับขึ้นสู่อันดับที่ 6 ของประเภทโอเวอร์ออลใน Leg 3 แต่ในช่วงครึ่งหลังของ Leg 4 ต้องพบกับอุปสรรคอีกครั้ง เมื่อรถกระแทกเข้าที่ด้านท้ายขวา จนต้องเปลี่ยนยางเป็นครั้งที่ 2 ก่อนจะเกิดปัญหาเครื่องยนต์ตามมาในช่วงครึ่งแรกของ Leg 5 ท่ามกลางอุปสรรคและบทลงโทษด้านเวลา ชยพล โยธา ยังคงสามารถนำรถเข้าเส้นชัยได้สำเร็จ และจบการแข่งขันในอันดับที่ 36 ของประเภทโอเวอร์ออล